เยียะกวงกวง
ตำนานเพลงพื้นบ้านของจีนฮากกาที่อมตะตลอดกาล


เยียะกวงกวงเพลงพื้นบ้านโบราณของชาวจีนฮากกา เป็นที่รู้จักแพร่หลายจดจำด้วยปากต่อปาก และร้องสืบทอดต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน ไม่ปรากฏชื่อของผู้ประพันธ์ ถ้อยคำของเพลงมุ่งเน้นคำสัมผัสที่คล้องจอง ตามภาษาพูดของจีนฮากกาเป็นสำคัญ เนื้อร้องที่กระชับด้วยรูปแบบ 3 คำในช่วงแรก และแบบ 7 คำในช่วงหลัง ทำให้ขับร้องจดจำได้ง่าย จึงเป็นที่นิยมร้องเล่นกันในกลุ่มเด็ก และในเวลากลางคืนที่แม่กล่อมลูกเล็กให้เข้านอน เพลงนี้จึงเป็นตำนานเพลงพื้นบ้านของจีนฮากกาที่อมตะตลอดกาล
เนื้อเพลง - ภาษาจีน
ถอดความภาษาไทย เป็นร้อยกรอง - กาพย์ยานีสิบเอ็ด
      จันทร์เอ๋ย…โอ้จันทร์เพ็ญ
บัณฑิต ขี่ม้าขาว
เห็นบึง ที่ข้างหลัง
ประจง เด็ดดอกไว้

จันทร์งามเด่น…นวลสกาว
เหยาะก้าว…ผ่านบึงบัวไป
เต็มสะพรั่ง ต้นกูไช่
ฝากขวัญใจ…สาวฮากกา

      บึงบ้านสาว…เลี้ยงปลาหลี
จะคัด เลือกตัวปลา
ตัวเล็ก เอาไปขาย
เก็บออม เป็นกำนัล
ขนาดมี แปดฟุตกว่า
ตัวใหญ่มา ต้มกินกัน
ได้เงินหลาย เก็บทุกวัน
หมั้นแต่ง สาวเจ้า…ฮากกา


บันทึกของผู้เขียน
      1. ดวงจันทร์ - สัญลักษณ์ที่ผูกพันฝังลึกในใจของชาวจีนฮากกา
          คำว่า เยียะกวงกวง (แสงจันทร์ส่อง-งามแสงจันทร์) เป็นคำที่พบบ่อยใน ประโยคเริ่มต้นของเพลงพื้นบ้าน เนื้อหาของเพลงจะอาศัยดวงจันทร์ เพื่อเชื่อมโยงถึงเรื่องราวชีวิต ที่แฝงอยู่ในสังคมจีนฮากกาในอดีต คำรำพึงถึงความเหงาของชายหนุ่มที่ต้องจากบ้านไปไกลถึงโพ้นทะเล…ความเศร้าลึกของสาวที่คิดถึงสามีผู้ไปสร้างตัวต่างแดนโพ้นทะเลอย่างไม่รู้วันกลับ…อารมณ์ถวิลรักแรกของสาวฮากกา ที่ไม่อาจแสดงออกให้ใครล่วงรู้ ดวงจันทร์จึงเป็นเสมือนเพื่อนมิตรชิดใกล้ ที่สาวน้อยจะแอบบอกความหมายที่ซ่อนซบอยู่ในเบื้องลึกของหัวใจ…
          ในชุมชนจีนฮากกาที่ดำเนินชีวิตอยู่บนภูมิประเทศที่รายล้อมด้วยซอกหลืบของ เทือกเขาสูง จันทร์ในคืนเพ็ญที่ลอยอยู่กลางฟ้า จึงดูสุกสว่างกว่าที่อื่น และอยู่ใกล้ชิดจนเหมือนจะสัมผัสคว้ามาแนบประคองได้อย่างอุ่นถนอม
          ตำนานชีวิตมากมายของหนุ่มสาวชนบทฮากกา ที่อยู่ภายใต้ระบบสังคมปิดในอดีตกาล ถูกเล่าขานลงในบทเพลงพื้นบ้านโดยไร้การปรุงแต่งของฉันทลักษณ์อักษรจีน เป็นความสุนทรีของอารมณ์ที่แสดงออกอย่างละมุน เป็นการขับขานภาษาพูด ที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวจีนฮากกา ที่อัศจรรย์เหมือนเทพนิยาย โดยผ่านคลื่นแสงนวลสกาวของดวงจันทร์
          ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด เสียงกล่อมเบาแผ่วอ่อนโยนของแม่…จะยังคงสั่นไหวลึกในความทรงจำ ตราบนาน…ไม่คลายมนต์ซึ้งสำหรับลูกหลานสายเลือดฮากกา

     2. ซิ่วไฉ - บัณฑิต
          ซิ่วไฉ (ตำแหน่งบัณฑิตขั้นแรกของระบบการสอบเพื่อเป็นขุนนาง) เป็นอีก
คำหนึ่งที่กล่าวถึงเสมอในบทเพลงพื้นบ้าน และบทกวี เป็นสิ่งบ่งบอกถึงความปรารถนาสูงสุดของชาวจีนฮากกา ที่มุ่งมั่นให้ลูกหลานไต่เต้าให้ถึง
          สภาพภูมิประเทศของจีนฮากกาอาศัยอยู่ บนเทือกเขาที่ทุรกันดาน ไม่มีระบบโครงสร้างสาธารณูปโภคที่จะเกื้อหนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ ไม่มีท่าเรือสำหรับการนำเข้าและส่งออก ขาดความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ การประกอบอาชีพของชุมชนจึงอยู่ที่ภาคเกษตรกรรม
          ยุทธศาสตร์ชีวิตของจีนฮากกา ที่จะยกระดับตัวเองและครอบครัวให้สูงขึ้น จึงทุ่มเททุกวิถีทางให้ลูกหลานเป็นขุนนาง เพื่อยศศักดิ์ทางราชการ และเพื่อชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล การสอบคัดเลือกผู้มีความรู้ในสาขาต่างๆ เพื่อบรรจุเป็นขุนนางในอดีตนั้น ต้องผ่านการสอบตามระบบ
" เคอจวี่" ซึ่งจะเริ่มต้นด้วย ซิ่วไฉ ระดับอำเภอหรือเมือง แล้วจึงจะไต่เต้าสอบต่อสูงขึ้นจนถึงระดับ จิ้งซื่อ และ จอหงวน ชาวจีนฮากกาให้ความสำคัญกับการเรียนการศึกษาเพื่อยศศักดิ์ขุนนางราชบัณฑิต มากกว่าเรื่องเงินทองจากการค้าขาย
          เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายการเป็นบัณฑิต กระบวนการจึงเริ่มต้นด้วยการเรียน พ่อแม่จีนฮากกาในอดีต จะเคี่ยวเข็นให้ลูกชายก้มหน้าก้มตากับการเรียนอย่างเอาเป็นเอาตาย บ้านใดที่ลูกหลานตั้งใจกับการเรียน บ้านใดที่มีอุปกรณ์การเรียนที่เป็นตำรา กระดาษ พู่กัน แท่งหมึก และจานหมึก ย่อมเชิดหน้าชูตาแก่ครอบครัว มากกว่าเครื่องเรือน และเครื่องประดับใดๆ การมีห้องหนังสือในบ้าน เป็นสิ่งประกาศให้เพื่อนบ้านรู้ว่า ลูกหลานของครอบครัวนี้เป็นผู้มีความรู้ และมีอนาคตสู่ตำแหน่งขุนนางที่ใครก็ไม่อาจดูแคลนได้
          คำว่า ซิ่วไฉ จึงเป็นเหมือนบันไดขั้นแรกที่จะก้าวไปสู่ดวงดาวแห่งความสำเร็จ แต่กลายเป็นความกดดันสำหรับลูกชายที่จะต้องทุ่มเทเวลาทั้งหมดของชีวิต ตั้งแต่เด็กจนถึงเติบโตเพื่อพิสูจน์ตัวเองในสนามสอบครั้งแล้วครั้งเล่า เหนือสิ่งใด…แนวคิดนี้กลายเป็นสิ่งที่กำหนดวิถีชีวิตของสมาชิกทุกคนในครอบครัวที่จะต้องเสียสละทุกอย่าง เพื่อให้ลูกชายของบ้านต้องเรียน-จนเป็นสรณะของชีวิต

     3. (บึงน้ำ-บึงบัว)
          การที่จีนฮากกาต้องอยู่ในชัยภูมิที่ห่างไกลความเจริญ เป็นเหตุผลทางประวัติ
ศาสตร์การเมืองที่สืบต่อมานานตั้งแต่ปลายราชวงศ์ ซ่งใต้ (ราวคริสต์ศตวรรษที่ 13) จีนฮากกาสามารถปรับตัวอยู่ได้ กับธรรมชาติด้วยหลักฮวงจุ้ย ศาสตร์โบราณแห่งการเลือกทำเลที่ตั้ง และภูมิปัญญาในการจัดระบบชลประทานที่ดี ทำให้ฮากกาสามารถดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ได้ด้วยเกษตรกรรม
          ชุมชนต่างๆ ของจีนฮากกา จะพบร่องรอยของระบบน้ำ 2 ประเภท คือ บ่อน้ำประจำบ้าน และบ่อน้ำรวมหน้าชุมชนหมู่บ้าน บ่อน้ำรวมนี้จะเป็นแหล่งกักเก็บน้ำ และมีคลองถ่ายเทน้ำต่างระดับที่เชื่อมต่อถึงบ่อน้ำของหมู่บ้านอื่น ทำให้หมู่บ้านฮากกาทั้งหมดของชุมชน มีน้ำพอเพียงต่อการเพาะปลูก และการบริโภค
          รอบๆ พื้นที่บึงน้ำ จะปลูกพืชล้มลุกหลายพันธุ์ทั้งผักและผลไม้ ส่วนในบึงนิยมปลูกผักบุ้งและดอกบัว ส่วนที่ขาดไม่ได้ จะเลี้ยงปลาน้ำจืดเพื่อเป็นอาหาร และเพื่อขายเป็นรายได้เสริม
          บ่อน้ำจะขุดสร้างไว้ที่หน้าหมู่บ้านชุมชน ตามความเชื่อของหลักฮวงจุ้ย ที่ถือว่าน้ำเป็นสัญลักษณ์ของกระแสความมั่งคั่ง บัวที่ปลูกไว้ในบึง จะต้องเลือกพันธุ์บัวที่มีดอกสีตามธาตุที่เป็นมงคล ที่รอบพื้นที่ริมบึงจะปลูกไม้มงคลที่เกื้อหนุนราศีโชคลาภ เหนือสิ่งใดบ่อน้ำหน้าชุมชน ทำให้อากาศถ่ายเทได้ดี และเป็นสถานที่พักผ่อนในยามว่างได้อีกด้วย
          ส่วนบ่อน้ำประจำบ้าน จะขุดตามร่องน้ำในทิศทางที่สอดคล้องกับบ่อน้ำรวม บ่อน้ำบ้านนี้มีไว้สำหรับบริโภคและซักล้างภายในครอบครัว ความผูกพันของสมาชิกบ้านที่มีต่อบ่อน้ำถือว่าลึกซึ้ง เป็นเสมือนสายธารที่ใช้ดื่มกินตลอดชีวิต เมื่อผู้ชายของครอบครัวจะต้องเดินทางไกลจากบ้าน เพื่อไปสอบขุนนางหรือไปหากินยังต่างแดนโพ้นทะเล จะมีคำที่เห็นบ่อยในบทกวีหรือบทเพลงพื้นบ้าน (หันหลังให้บ่อน้ำ…แล้วจากไป) เพื่อแสดงความอาลัยในการพลัดพรากจากบ้านเกิด ผู้ชายฮากกาจำนวนมากที่จากบ้านในลักษณะนี้ อาจไม่มีโอกาสกลับมาพบหน้าพ่อแม่ลูกเมียอีกเลยตลอดชีวิต…

     4. (ดอกกูไช่)
          ต้นกูไช่ เป็นผักชนิดหนึ่งที่ชาวจีนนิยมบริโภค เป็นที่รู้จักกันดีสำหรับคนไทย
เป็นพืชล้มลุกที่ปลูกง่าย ให้ดอกผลเร็ว ต้นกูไช่มื่อช่วงออกดอก ต้องรีบตัดเก็บเกี่ยว เพราะยิ่งทิ้งไว้จะบาน และจะเหี่ยวเฉาเร็ว คุณภาพของกูไช่เวลาปรุงอาหารจะไม่อร่อย
          บ้านใดที่ปลุกต้นกูไช่ เวลาออกดอกพร้อมกันมากๆ จึงต้องระดมช่วยกันตัดเก็บ
เมื่อเหลือจากการบริโภค จะนำไปแจกจ่ายแบ่งปันให้เพื่อนบ้าน บ้านใดที่มีลูกสาวสวย บรรดาหนุ่มๆ จะถือโอกาสไปเยี่ยมเยือนแจกบ่อย เป็นการสร้างโอกาสให้หนุ่มสาวได้รู้จักกัน และไปสู่การเป็นคู่ครองกันในที่สุด

     5. (ปลาหลี) ตัวใหญ่และตัวเล็กในเพลง
          ภูมิประเทศแถบที่จีนฮากกาอาศัยอยู่ เป็นที่นา 10% เป็นลุ่มน้ำ 10% ส่วนที่เหลือ
80% ของพื้นที่เป็นเทือกเขา อาหารประเภทเนื้อที่เป็นอาหารประจำวันของจีนฮากกา ได้แก่ หมู เป็ด และไก่ อาหารทะเลเป็นของหายาก และราคาแพง เพราะต้องนำเข้าจากเมืองอื่น การเลี้ยงปลาในแหล่งน้ำจืด เช่น บึง หนอง สระน้ำ จึงเป็นหนทางเดียวที่จะทำได้
          ปลาหลีที่นิยมเลี้ยงกันในบึงหน้าชุมชนบ้าน จะมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ เลี้ยง
ไว้เพื่อขายเพราะได้ราคาดี และเก็บไว้เป็นเมนูอาหารจานเด็ด สำหรับเลี้ยงรับรองแขกพิเศษ หรือในเทศกาลสำคัญตามประเพณี
          การที่นำปลาตัวใหญ่มาต้มกินตามเนื้อเพลง มิได้หมายถึงปรุงกินกันเองประจำภายในครอบครัว แต่หมายถึงในโอกาสพิเศษ เป็นการให้เกียรติและเป็นการแสดงน้ำใจกว้างที่นำของดีที่สุดมาเสนอต่อแขกสำคัญผู้มาเยือน
          ส่วนปลาตัวเล็กนั้นจะเลี้ยงต่อไปให้โต แล้วนำไปขายเพื่อแลกเป็นเงินและเก็บไว้เป็นเงินสำรองในโอกาสพิเศษ เช่น เป็นค่าสินสอดจ่ายให้บ้านเจ้าสาวที่มาแต่งงานกับลูกชาย สำหรับสังคมจีนฮากกาซึ่งลูกชายต้องทุ่มเทเวลาให้กับการเรียน เพื่อตอบสนองค่านิยมการเป็นขุนนางของพ่อแม่ ลูกหลานชายของฮากกาจึงไม่มีความรู้ที่จะประกอบอาชีพอื่นใดเลย ค่าสินสอดและค่าใช้จ่ายอื่นสำหรับงานแต่งงาน จึงเป็นภาระของพ่อแม่ทั้งสิ้น

     6. มนต์ซึ้งที่คิดถึงแม่ ของเยี่ยะกวงกวง…ไม่เคยคลาย
          เยี่ยะกวงกวง มีสำนวนร้องแตกกิ่งไปอีกหลายสิบเนื้อร้อง ตามจินตนาการของ แต่ละผู้ประพันธ์ ทุกเพลงจะเริ่มต้นด้วยท่อนแรกว่า เยี่ยะกวงกวง เหมือนกันทุกเพลง
          เพลงเยี่ยะกวงกวงที่คัดเลือกมาให้ดูนี้ ถือเป็นเพลงแม่บทต้นแบบของเพลงพื้นบ้านของฮากกามาแต่บรรพกาล ปัจจุบันมีนักแต่งเพลงฮากกาของจีน นำไปประยุกต์เป็นทำนองสากล เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย แต่เพลงต้นแบบ ยังเป็นเพลงหลักที่แม่ฮากกาใช้กล่อมลูกตลอดมา

          สำหรับเมืองไทย กลิ่นอายวัฒนธรรมฮากกา อาจจะเจือจางลงด้วยการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย แต่ทายาทฮากกาวัยกลางคนที่เลขอายุเลขห้าสิบ เชื่อว่าได้ว่า เพียงได้ยินแค่เสียง เยี่ยะกวงกวง ที่ดังแผ่วแว่วจากเครื่องซีดี จะรู้สึกอุ่นอิ่มในใจ มนต์ซึ้งที่คิดถึงแม่…ไม่เคยคลาย


ความเดิมภาษาไทย โดย กู่เค่อ
ถอนความภาษาจีน โดย หลู่หลาน
กรุงเทพ มกราคม 2006