เพราะสงคราม เพราะการอพยพย้ายถิ่น
จึงเกิดจีนฮั่นเผ่าหนึ่ง ที่ถูกเรียกขานว่า…ฮากกา


"จีน…เป็นชาติใหญ่ชาติหนึ่ง เราจะหลับตาแล้วคิดว่า ไม่มีจีนอยู่ในโลกนี้ เป็นไปไม่ได้"

          ความข้างต้นเป็นคำกล่าวของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ที่เป็นทั้งนักคิด และนักเขียน ในโอกาสสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-จีน เมื่อปี ค.ศ. 1975

          จีนเป็นชาติที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ที่สุดชาติหนึ่ง ที่ดำรงชาติพันธุ์ และอารยธรรมต่อเนื่องตลอดมา ไม่เคยว่างเว้นในกระแสกาลเวลาของมนุษย์ชาติ ขณะที่ชาติอื่นซึ่งมีประวัติศาสตร์ร่วมยุคเดียวกัน อาทิ อียิปต์โบราณ บาบีโลน กรีกยุคเก่า อาณาจักรโรมัน ต่างได้ล่มสลายและกลายพันธุ์เปลี่ยนแปลง มีอินเดียเพียงชาติเดียวเท่านั้น ที่ถือว่าได้สืบสานอารยธรรมยาวนานเคียงคู่มากับจีนตราบทุกวันนี้

          ไม่ว่าจะเปิดปูมประวัติศาสตร์ของชาติใดในโลก ล้วนมีเหตุการณ์สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับหลักไมล์เวลาของแต่ละชาติ นั้นคือ สงคราม ที่เกิดจากการกระทำด้วยน้ำมือของมนุษย์กับมนุษย์ ประเทศกับประเทศ และเผ่าพันธุ์กับเผ่าพันธุ์

          ในอดีตตราบจนปัจจุบัน สงครามถูกใช้เป็นทางออก และเป็นเครื่องมือสำหรับข้อขัดแย้งของมนุษย์ ในเรื่องของการแย่งชิงอำนาจความเป็นใหญ่ ในเรื่องของผลประโยชน์ ในเรื่องของเกียรติภูมิความเป็นเอกราช ในเรื่องการนับถือผู้ศักดิ์สิทธิ์คนละองค์ หรือศรัทธาต่อคัมภีร์คนละเล่ม

          สงครามเป็นสิ่ง "ไร้สาระ" ที่สุดที่มนุษย์ได้คิดขึ้น และได้กระทำต่อมนุษย์ด้วยกันเอง การเข่นฆ่า การทำลายล้างด้วยอาวุธทุกรูปแบบที่หฤโหด ไร้มนุษย์ธรรมจนแทบไม่น่าเชื่อว่า นี้คือการแสดงออกของมนุษย์ที่ศิวิไลย์ แล้วมนุษย์อีกเช่นกัน ที่บรรจงโอ้อวดสงครามที่อำมหิต ให้กลายเป็นวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรด้วยอรรถภาษาเชิงกวี อาทิ มหากาพย์รามายนะของอินเดีย ที่เป็นสงครามวรรณะชนชั้นระหว่าง เผ่าพันธ์อารยันสูงส่งกับทมิฬผู้ต่ำต้อย หรือมหากาพย์อีเลียตของโฮเมอร์ใน ยุคกรีกโบราณ ที่กล่าวถึงความพินาศของอาณาจักรทรอย ที่ประชาชนต้องสังเวยชีวิตให้กับตำนานความรักของเจ้าชายกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อว่า "เฮเลน"

          ในประวัติศาสตร์ของจีนได้ชื่อว่า เป็นชาติที่อุดมด้วยแนวคิดปรัชญาที่ล้ำลึกด้วยระบบ "หยูเจี่ย" ของเล่าจื้อ และขงจื้อ และศิลปวัฒนธรรมที่ดีงามมีค่า แต่ภายในสังคมกลับมีระบบการเมือง ราชสำนักที่ล้าหลังด้วยประเพณีขันที ระบบการปกครองที่ไร้ประสิทธิภาพและระบบการทูตที่ล้มเหลว ทำให้จีนเกิดสงครามกับพวกชนเผ่า "อู่หู" เพื่อนบ้านชายแดนที่จีนเหยียดหยามว่าเป็นคนป่าห้าเผ่า (ได้แก่ ซยงหนู เจี๋ย เซียนเป่ย ตี และเชียง) มาตลอดทุกกาลสมัยไม่มีว่างเว้น

          หลายยุคที่จีนอ่อนแอตกต่ำที่สุด อาทิ ราชวงศ์ซ่งใต้ และราชวงศ์หมิง ซึ่งถูกกองทัพชนเผ่ามองโกล และชนเผ่าแมนจู บดขยี้แหลกรานยับเยินจนสิ้นราชวงศ์ ผู้คนล้มตายมากมายมหาศาล ต้องตกเป็นเมืองขึ้นของศัตรูยาวนานร่วมสามร้อยปี ประชาชนต้องทนทุกข์ทรมานลำบากเหลือเข็ญ อับอายอย่างยิ่งที่ชาติเก่าแก่ยิ่งใหญ่อย่างจีน ต้องถูกสยบด้วยน้ำมือของชาติเล็กๆ ที่จีนเคยตราหน้าว่าเป็นคนป่าอนารยชน

          ส่วนคนจีนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ยอมคุกเข่าจำนน ต้องกระเสือกกระสนทิ้งบ้านทิ้งเมือง อพยพหนีไปตายดาบหน้าอย่างไม่รู้เป้าหมาย จากจงหยวนภาคเหนือ เส้นทางที่ยาวไกลทุรกันดารหลายพันกิโลเมตรลงมาสู่ภาคใต้ของจีน และที่สุด…ต้องพรากพลัดมาตุภูมิ ข้ามน้ำฝ่าสมุทรสู่โพ้นทะเล ในสภาพเสื่อผืนหมอนใบ อโห…ไม่เหลือลายแล้ว ทายาทที่เคยทรนงแห่งสายพันธุ์มังกร

     สาสมแล้วที่หลู่ซิ่น นักเขียนอมตะของจีนในยุคศตวรรษที่ 20 เขียนไว้ว่า ทุกหน้าของประวัติศาสตร์จีน ถูกจารึกไว้ด้วยอักษรที่ "เปื้อนรอยเลือด และคราบน้ำตา"

เพราะจีนมีสงครามไม่เคยว่างเว้น
จึงมีชาวจีนอพยพหนีภัยสงคราม
เพราะสงคราม เพราะอพยพย้ายถิ่น
…ราชวงศ์แล้วราชวงศ์เล่า
…ยุคแล้วยุคเล่า
…ของคนจีนฮั่นหลายเชื้อสาย
ที่สุด…เป็นที่อุบัติของจีนฮั่นกลุ่มหนึ่ง ที่ถูกเรียกขานว่า จีน…ฮากกา นับจากบัดนั้น

ต้นฉบับภาษาไทย โดย กู่เค่อ
ถอดความภาษาจีน โดย หลู่หลาน