เมื่อคนฮากกา…เลือกการเรียน เป็นทางออกของชีวิต
 
          เรายอมรับคำศัพท์ "ฮากกา" ตามที่คนอื่นเรียกขานกัน ดอกกุหลาบถึงแม้จะถูกเรียกเป็นชื่ออื่น คุณค่าของมันไม่เคยเปลี่ยนแปลง

          ตัวชาติที่แท้จริง มิใช่ชื่อประเทศ มิใช่ตัวผืนดิน มิใช่กำแพงเมืองจีน หรือราช วังตำหนักสี่ฤดูของฮ่องเต้ฮองเฮา ซึ่งเป็นเพียงวัตถุไม่จิรัง แต่แก่นสารัตถะของตัวชาติ           อยู่ที่ตัวคน ตราบที่คนยังมีชีวิต ยังมีความคิด ยังมีจิตวิญญาณ ตราบนั้น ความเป็นชาติฮั่น ยังคงดำรงสถิตยั่งยืน

          เราพร้อมที่จะทำสงครามกับศัตรู ด้วยพันธะเกียรติภูมิของชาติ เราพร้อมที่จะหลั่งเลือดพลีชีพ เพื่อรักษาเผ่าพันธุ์มิให้สูญสลายด้วยคมดาบศัตรู แต่กับคนฮั่นที่มีโลหิตร่วมสายเดียวกัน เราไม่มีเหตุผลที่จะต้องเข่นฆ่าจนอาสัญ เพียงเพราะความคิด และตรรกะชีวิตที่แตกต่าง

          เลือดยังไม่ทันแห้ง บาดแผลที่เกิดสงครามอู่หูยังไม่หายดี ชนฮั่นที่มีชื่อใหม่ว่า "ฮากกา" จะต้องลั่นกลองเพื่อเดินทางอีกครั้ง…

          การเคลื่อนที่อพยพครั้งนี้ของฮากกา แม้จะเป็นความเคยชินชาด้านในความรู้สึก แต่ในใจแอบหวังลึก ขอให้การเดินทางครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ขอให้ตำนานการอพยพสิ้นสุดลงที่ยุครุ่นของเรา เพื่อเราจะได้มีแผ่นดิน มีบ้าน เป็นบ้านในความหมายของครอบครัว บ้านที่หมายถึง ถิ่นฐานถาวรของเผ่าพันธุ์ตลอดไป

          ป้ายบรรพชน และตำราเรียน คือสมบัติสองสิ่งที่อยู่คู่กาย คู่ชีวิตของคน ฮากกา มิเคยตกหล่นขาดหายตลอดตำนานการอพยพเดินทางที่ยาวนาน

          ป้ายบรรพชน เป็นป้ายประวัติประจำตระกูล ที่บอกถิ่นฐานกำเนิดของเผ่าพันธุ์ รากเหง้าของตระกูล และลำดับรุ่นของครอบครัว ที่สืบเรียงรุ่นมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ยิ่งสำหรับคนฮั่นที่กลายชื่อมาเป็นฮากกา ยิ่งต้องเก็บรักษาป้ายบรรพชนนี้ไว้เหนือสิ่งใด เพราะนี้เป็นสิ่งเดียวที่จะยืนยันถึงความมีรากเหง้าของตนเอง และสืบสานเชื้อหน่อฮั่นจากอารยธรรมมายาวนาน

          สมบัติอีกอย่างหนึ่งของฮากกา ที่ทุกบ้านทุกครอบครัว จะต้องมีไว้คู่บ้าน คือ หนังสือตำรา อุปกรณ์ประกอบการเรียน คือ กระดาษพู่กัน แท่งหมึก และจานหมึก สิ่งเหล่านี้ มิใช่เป็นเครื่องประดับบ้าน แต่เป็นองค์ประกอบเพื่อกิจกรรมอย่างเดียว คือ การเรียน

          เมื่อฮากกาต้องระหกระเหินขึ้นไปอยู่บนภูเขาที่ห่างไกลจากชุมชนฮั่นเชื้อสายอื่น สิ่งแวดล้อมรอบด้านขาดแคลนความอุดมสมบูรณ์ การเกษตรที่ทำได้ มีเพียงผลผลิตธัญญาหาร เพื่อบริโภคยังชีพเท่านั้น เหนือสิ่งใดคนฮากกาไม่มีฐานทุนที่จะพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นที่ภูเขา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมใหม่ฮากกาให้ดีขึ้น

          ในสภาวะที่โอกาสทุกอย่างเหมือนจะตีบตัน แสงสว่างที่แวบขึ้นในความคิด ด้วยการรื้อหนังสือตำราเก่ามากมายที่สั่งสมมาจากบรรพชน หนังสือปรัชญาของระบบ หยูเจีย (แนวคิด และคำสอนของ เล่าจื้อ ขงจื้อ จวงจื้อ เม่งจื้อ เป็นต้น) บทกวี วรรณกรรม ดาราศาสตร์ ฮวงจุ้ย ประวัติศาสตร์ แพทย์จีน และตำรา พิชัยยุทธของซุนวู …แล้วเชื้อไฟแห่งการเรียน การศึกษาของฮากกาได้เริ่มต้น และเข้มข้นขึ้น อย่างรวดเร็ว เพียงเวลาไม่กี่ชั่วอายุคนการเรียนได้กลายเป็นวัฒนธรรมประจำเผ่าพันธุ์ของฮากกา ทุกหมู่บ้านจะได้ยินเสียงอ่านท่องตำราของเด็กเล็กที่เจื้อยแจ้ว เสียงขับขานบทซือฉือ (กาพย์กวีชั้นสูงของจีนฮั่น) ที่กังวานจากหนุ่มบัณฑิตฮากกา ล้วนเป็นสิ่งชี้บอกถึงบุปผาแห่งปัญญา กำลังเบ่งบานสู่ชุมชนของฮากกา

          บนภูเขาที่สูงเสียดฟ้า ทิวเทือกเขาที่สลับชั้นยาวสุดสายตา และหลืบเขาร่องซอกลึก ห่างจากชุมชนฮั่นอื่น ไกลจากความเจริญภายนอก แต่กลับเป็นโอกาสที่ทำให้ฮากกามีสังคมของตัวเองที่อิสระเอกเทศอนุรักษ์วัฒนธรรมของฮั่นโบราณไว้อย่างเหนียวแน่น และสืบสานสิ่งดีงามให้ตกทอดเป็นประวัติศาสตร์ ให้ลูกหลานรุ่นหลังได้รู้จัก เรียนรู้ และเข้าใจ

          นักวิชาการ นักการทหาร นักคิด นักการเมือง นักปฏิวัติ วีรชน นักเขียน นักกวี และเมธีวรรณกรรมของจีนนับไม่ถ้วน ที่ถือกำเนิด เคี่ยวกรำ และบ่มเพาะจากดินแดนภูเขาทุรกันดารนี้ ลงไปสนองคุณแผ่นดิน และรับใช้ปวงประชา ภายใต้ชื่อของอาคันตุกะ ผู้มาเยือนจากแดนไกล ผู้ไม่ปรากฏที่มาถิ่นฐานว่า "ฮากกา"…

ต้นฉบับภาษาไทย โดย กู่เค่อ